enth

การอ่านฉลากและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in /home2/dermago/public_html/wp-content/themes/dt-cardamon/single.php on line 27 and defined in /home2/dermago/public_html/wp-includes/wp-db.php on line 1246
Post 1 of 20

เครื่องสำอางทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น น้ำหอม แป้ง หรือ เครื่องสำอางอื่นๆ โดยทั่วไปแล้วมักจะมีข้อมูลต่างๆอธิบายไว้บนฉลากเสมอ อย่างเช่น วิธีใช้ ใช้อย่างไรถึงจะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ และใช้อย่างไรถึงจะปลอดภัย เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ คุณไม่ควรมองข้ามข้อมูลต่างๆเหล่านี้ เพราะถือว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อเรา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้องเป็นไปตามมาตรการและหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมายยุโรปเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคนั้นเอง  ตามมาตรการแล้วผู้ผลิตจำเป็นต้องระบุข้อมูลต่างๆต่อไปนี้บนฉลากผลิตภัณฑ์  นั้นคือ ส่วนผสมทั้งหมด ปริมาณความจุ ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย และ “ระยะเวลาหลังจากที่เปิดผลิตภัณฑ์” หรือ “ควรใช้ก่อน วัน เดือน ปี อะไร” เพื่อเป็นการบอกระยะเวลาและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น ครีมบำรุงผิว โดยทั่วไปผู้ผลิตมักจะระบุเกี่ยวกับส่วนผสมต่างๆ รวมถึง ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้วสัญญาลักษณ์ หรือ เครื่องหมายต่างๆบนฉลากของเครื่องสำอางในแถบยุโรปจะเหมือนกัน ส่งผลให้ผู้บริโภคทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นๆได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญประเทศอื่นๆก็ไม่จำเป็นต้องแปลความหมายสัญญาลักษณ์เหล่านั้นแต่อย่างได เพราะผู้บริโภคสามารถเข้าใจสัญญาลักษณ์เหล่านั้นได้อยู่แล้ว สัญญาลักษณ์บางอย่าง อย่างเช่น บาร์โค้ดของสินค้า เครื่องหมายรีไซเคิล เป็นเครื่องหมายที่ผู้บริโภคทั่วโลกรู้และเข้าใจว่า เครื่องหมายเหล่านี้หมายถึงอะไร

ปริมาณสุทธิ

การระบุข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสุทธิของผลิตภัณฑ์ข้างกล่องถือเป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณของสินค้าที่ถูกบรรจุลงไปในบรรจุภัณฑ์  สำหรับเครื่องสำอางแล้ว จะมีการบอก น้ำหนัก ปริมาณสุทธิในหน่วย กรัม (g) หรือ มิลิกรัม (ml) ตามด้วยประเภทของเครื่องสำอางเป็นของแข็ง หรือ ของเหลวตามลำดับ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสุทธิน้อยกว่า 5 กรัม หรือ 5 มิลิกรัม ไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อมูลเหล่านี้ รวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุไว้รวมกัน เช่น ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ในซอง ถุง หรือ แคปซูล หรือ สินค้าตัวอย่าง เป็นต้น หากสินค้านั้นๆมีการขายรวมกันเป็นชุด ควรมีข้อมูลระบุไว้ให้ทราบด้วย อย่างเช่น ในกล่องบรรจุไว้ 10 ซอง เป็นต้น

สัญลักษณ์นี้เรียกว่า “e” mark หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ภาชนะบรรจุมีปริมาณเฉลี่ยเท่ากับที่ระบุไว้บนฉลาก

ตัวอย่างการระบุปริมาณสุทธิบนขวดชมพู  ก็จะเป็น “200ml e”

 

 

 

ส่วนผสม

เครื่องสำอางทุกประเภทจะต้องมีการระบุส่วนผสมทั้งหมด ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้จะมีผลต่อผู้บริโภคที่แพ้สารบางชนิด เพื่อให้ผู้บริโภคเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่พวกเขาแพ้ได้ และ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อส่วนผสมในภาษาที่แตกต่างกัน หลายปีที่ผ่านมาผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ต่างก็ลงความเห็นตรงกันว่าจะต้องแสดงชื่อมาตรฐานของสารนั้นๆ (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients: INCI) ทั้งนี้กลุ่มประเทศทางยุโรป รวมไปถึงประเทศอื่นๆทั่วโลกมีการระบุชื่อของส่วนผสมต่างๆตรงกัน แม้ว่าบางครั้งชื่อของส่วนผสมที่เราเห็นอาจซับซ้อน นั้นก็เป็นเพราะว่ามันจำเป็นต่อการระบุส่วนผสมแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง และ แม่นยำ และโดยทั่วไปแล้วชื่อส่วนผสมเหล่านั้นจะจำได้ง่ายกว่า ชื่อทางเคมี หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์

การเขียนรายการของส่วนผสมจำเป็นต้องมีรูปแบบที่เหมือนกันตรงตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้

  • จะต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า INGREDIENTS
  • รายการของส่วนผสมจะต้องเขียนเรียงลำดับจากส่วนผสมที่มีปริมาณมากไปหาส่วนผสมที่มีปริมาณน้อยตามลำดับ
  • รายชื่อของส่วนผสมจะต้องไปตามข้อกำหนดของ (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients: INCI)
  • หากมีส่วนผสมเป็นน้ำหอม Perfume mixturesให้ระบุเป็น น้ำหอม  “parfum” ยกเว้นส่วนผสมน้ำหอมบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะต้องมีการระบุไว้โดยใช้ชื่อ INCI
  • กลิ่น Flavours อย่างเช่นในยาสีฟันอาจมีการระบุว่า กลิ่นหอม   “Aroma “
  • สีจะต้องระบุตามดัชนีสี  (CI Number)ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป ตัวอย่างเช่น “CI 15580”

 

สำหรับเครื่องสำอางประเภทที่ใช้แต่งหน้า และ ลิปติก ที่มีหลายเฉดสี จะมีการระบุทุกเฉดสีที่ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้นไว้ท้ายสุด บางครั้งอาจมีสัญญาลักษณ์ “+/-” กำกับอยู่ข้างหน้า

สัญญาลักษณ์บอกระยะเวลาและอายุการใช้งานหลังจากเปิดฝาผลิตภัณฑ์ครั้งแรก

เครื่องสำอางทุกประเภทหากมีอายุการใช้งานน้อยกว่า 30 เดือนจะต้องมีการระบุว่าควรใช้ก่อน วัน เดือน ปี อะไร ซึ่งอาจมีการใช้สัญญาลักษณ์ “egg timer” ดั่งในตัวอย่างด้านข้าง แล้วตามด้วย วันที่ หรือ อาจมีการเขียนกำกับไว้ BBE หรือ  Exp (ควรใช้ก่อน ) ตามด้วย วัน เดือน ปี ที่หมดอายุ

 

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 30 เดือน ผลิตภัณฑ์นั้นๆจะต้องมีการระบุ “ระยะเวลาการใช้งานหลังจากเปิดใช้ผลิตภัณฑ์ครั้งแรก” กล่าวคือหลังจากเปิดผลิตภัณฑ์ใช้ครั้งแรก ผลิตภัณฑ์นั้นๆจะมีอายุการใช้ได้อีกกี่เดือน อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆคือ หลังจากเปิดฝา ผลิตภัณฑ์จะยังคงคุณภาพได้เป็นเวลานานกี่เดือน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสัญญาลักษณ์ที่ใช้ระบุช่วงเวลาจะเป็นสัญญาลักษณ์เปิดฝาครีม ตัวอย่างสัญญาลักษณ์ที่เราเห็นนี้คือ ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้มีอายุการใช้งาน 24 เดือน หลังจากที่เปิดใช้ครั้งแรก

ผลิตภัณฑ์บางประเภทไม่จำเป็นต้องระบุระยะเวลาการใช้งาน เนื่องจากระยะเวลาไม่อาจทำลายคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นๆได้ อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ประเภท ละอองลอย หรือ แอโรซอล (aerosol) เช่น สเปรย์กระป๋อง เนื่องจากได้มีการบรรจุมาเป็นอย่างดี  น้ำหอม เพราะว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง หรือ ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุมาในซอง ห่อ ถุง ที่เหมาะสำหรับเปิดใช้ครั้งเดียว


สัญญาลักษณ์รีไซเคิล

สัญญาลักษณ์นี้เป็นสัญญาลักษณ์ที่เราคุ้นเคยกันดี สัญลักษณ์นี้เรียกว่า Green Dot ความหมายของสัญลักษณ์นี้ก็คือ ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่ก่อให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม เพราะบริษัทผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการนี้จะมีการดำเนินการรับผิดชอบเรื่องกำจัดขยะ หรือ นำขยะกลับมาใช้ใหม่อย่างถูกต้อง ในประเทศแถบยุโรป รวมไปถึง กลุ่มประเทศ สหราชอาณาจักร ได้มีการทำสัญญารับรองเงื่อนไขเกี่ยวกับการกำจัดขยะและการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตได้จ่ายเงินในการกำจัดขยะให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นเอง ทั้งนี้หลายบริษัทจากกลุ่มประเทศ สหราชอาณาจักรก็ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องกำจัดขยะ และ การนำขยะกลับมาใช้ใหม่เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีการใช้สัญญาลักษณ์นี้  อย่างไรก็ตามสัญญาลักษณ์นี้ก็มีให้เห็นตามผลิตภัณฑ์ต่างๆทั่วไปในสหราชอาณาจักร และ ประเทศในแถบยุโรปอื่นๆ อย่างเช่น ประเทศ ไอซ์แลนด์‎ ซึ่งมีโครงการเกี่ยวกับเรื่องการนำขยะกลับมาใช้ใหม่

รายละเอียดเพิ่มเติม

สำหรับผลิตภัณฑ์  หรือ บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ซึ่งไม่พื้นที่เพียงพอที่จะบอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด อย่างเช่น ส่วนผสม หรือ คำเตือน ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ  ผู้ผลิตก็จะมีการให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากฉลากที่แนบมาข้างใน หรือ ใบแทรกที่แนบมากับผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีการใช้สัญญาลักษณ์รูปมือชี้ กับ หนังสือ “Hand & Book” ที่เราเห็นตามภาพ เพื่อเป็นการบอกว่ามีรายละเอียดเพิ่มเติมแนบมาข้างในด้วย