enth

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระ


Warning: Missing argument 2 for wpdb::prepare(), called in /home2/dermago/public_html/wp-content/themes/dt-cardamon/single.php on line 27 and defined in /home2/dermago/public_html/wp-includes/wp-db.php on line 1246
Post 2 of 20

โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นได้ว่าทุกๆบริษัทต่างก็โฆษณาถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระของพวกเขา ว่ามีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการต้านริ้วรอยแห่งวัย แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม สามารถต้านริ้วรอยแห่งวัยได้จริงเหรอ หรือ ต้านริ้วรอยได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วย

ผู้บริโภคเองต่างก็รู้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระมีคุณสมบัติในการต้านริ้วรอยแห่งวัย นั้นก็เป็นเพราะว่าผู้บริโภคซึมซับข้อมูลนี้จากโฆษณาครีมถนอมผิวต่างๆที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระและมีการอ้างถึงประสิทธิที่หลากหลายของครีมนั้นๆไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการ ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ริ้วรอยต่างๆบนผิวหนัง รวมไปถึงจุดด่างดำด้วย  แล้วอะไรคือคุณสมบัติที่แท้จริงของครีมเหล่านั้น สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารที่ร่างกายของเราผลิตขึ้นมาได้เอง  และยังสามารถพบได้ในวิตามินบางประเภท เอนไซม์ในร่างกายของเรา รวมไปถึง สารต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดพืชสมุนไพร เป็นที่รู้กันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่ ต่อต้าน อนุมูลอิสระ  ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายที่สามารถทำลายเซลล์ของเรา รวมไปถึง การทำลายเซลล์พันธุกรรมของเราอีกด้วย ถือเป็นกระบวนการที่ทำให้เราแก่ลงเร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และ โรคสมองเสื่อม เป็นต้น

และแน่นอนที่สุดสารต้านอนุมูลอิสระได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ของผู้บริโภคและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วในความเป็นจริงสารต้านอนุมูลอิสระช่วยทำให้เราดูอ่อนกว่าวัยได้จริงหรือ คำตอบก็คือ ทั้งช่วยได้ และ ช่วยไม่ได้  ทั้งนี้มีข้อเท็จจริงที่มาผลการศึกษา วิจัย ที่แสดงให้เห็นว่าการที่รับประทานอาหารเสริมประเภทสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากๆจะเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย อย่างเช่น มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้น นอกจากนี้แล้ว ตามรายงานที่ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่โดย วิทยาลัยสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกชี้ให้เห็นว่าสารต้านอนุมูลอิสระ และ การป้องกันการเกิดโรคให้ผลลัพธ์ที่ยังไม่แน่นอน และ ยังไม่สามารถห้ามให้บริษัทต่างๆหยุดการอ้างถึง โฆษณาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของผลิตภัณท์เหล่านี้ นอกจากนี้แล้วยังมีบุคคลบางกลุ่มที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย

สำหรับในอุตสาหกรรมความงาม “สารต้านอนุมูลอิสระมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ” กล่าวโดย ผศ.ดร.นพ Ariel Ostad ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง ศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค  (Ariel Ostad, M.D., a New York City-based dermatologist) เขาได้ชี้แจงว่าสารต้านอนุมูลอิสระแต่ละตัวมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปออกไป ” สารต้านอนุมูลอิสระบางประเภทจะสามารถต่อสู้ ยับยั้ง อนุมูลอิสระบางประเภทเท่านั้น ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระบางประเภทจะมีประสิทธิภาพในการช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากตัวอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์ต่างๆเท่านั้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นเรายังคงต้องการต่อสู้กับอนุมูลอิสระภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องอยู่ดี ร่างกายของคนเราต้องการสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกเรามีสุขภาพที่ดี” นอกจากนี้แล้วยังมีข้อมูลแบบผิดๆให้เห็นอยู่ นั้นคือ สารต้านอนุมูลอิสระสามารถช้วยปกป้อง แก้ไขปัญหาผิวพรรณได้อย่างรวดเร็ว ” สารต้านอนุมูลอิสระจะไม่มีประสิทธิภาพในการ ” รักษา” ริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือริ้วรอยแห่งวัยในชั่วข้ามคืนได้ ข้อมูลนี้กล่าวโดย ดร. Marina Peredo, M.D., ผู้ก่อตั้ง  Spatique Medical Spa (Smithtown, NY). ในขณะเดียวกันเธอได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า” สารต้านอนุมูลอิสระมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากการถูกทำลายที่จะเกิดขึ้นได้”

ทั้งนี้ไม่ได้หมายวามว่าครีมถนอมผิวที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระจะสามารถให้ผลลัพธ์ และ ประสิทธิภาพที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบได้ ผลิตภัณท์ส่วนใหญ่มักจะถูกผลิตขึ้นมาและผ่านการทดลองในเรื่องความปลอดภัยเท่านั้นแต่ไม่รวมไปถึงประสิทธิภาพ และ ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ จะต้อง บริสุทธิ์ มีความเข้มข้นสูง และมีความเสถียรภาพสูง ทั้งนี้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์ (stem cell technology ) ที่นำเอาสารสกัดจากพืชมาใช้ในเครื่องสำอาง ถือว่าเป็นวิทยาการที่มีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ดร. Doris Day ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ได้รับการรับรองทางด้านผิวหนัง (a board-certified dermatologis ) และ ยังเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ที่คลินิกโรคผิวหนังที่ New York University Langone Medical Center กล่าวว่าโดยทั่วไปสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นส่วนผสมในครีมถนอมผิวที่เกิดจากการสกัดขึ้นมาอาจมีสารเจือปนต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก และ สารพิษจากเชื้อราเป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังเกี่ยวโยงไปถึงสภาพของดินที่แตกต่าง สภาพของอากาศที่ไม่เหมือนกัน รวมไปถึงการใช้ปุ๋ยบำรุงพืชต่างๆ กล่าวคือ ปัจจัยที่ใช้ในการปลูกพืชพรรณอาจไม่เหมาะสม ส่งผลถึงคุณภาพของสารต้านอนุมูลอิสระด้วย และ ดร. Doris Day ชี้ว่า เทคโนโลยีที่ค้นพบใหม่นี้สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ทำให้ส่วนผสมที่ได้มามีความบริสุทธิ์ และ มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น

ดร. Ostad เคยกล่าวไว้ว่าคุณภาพของครีมถนอมผิวที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจะมีประสิทธิภาพมาก น้อย แค่ไหนขึ้นอยู่กับความสามารถในการซึมซับเข้าสู่ผิวด้วย ” ถึงแม้ว่าคุณจะมีส่วนผสมที่ดี น่าทึ่ง อยู่มากมาย แต่ถ้าครีมเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติที่สามารถซึมซับเข้าสู่ผิวได้ ครีมเหล่านั้นก็จะไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง เขายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  ส่วนผสมประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์สูญเปล่าไปแบบไร้ประโยชน์ เนื่องจากการซึมซับเข้าสู่ผิวที่ไร้ประสิทธิภาพนั้นเอง” หนึ่งในผลิตภัณท์ที่มีประสิทธิภาพในการซึมซับเข้าสู่ผิวได้ดีที่สุดคือ Phosphatidylcholine liposomes ซึ่งมีประสิทธิภาพในการซึมซับเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว เต็มที่ 1,000 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และ ยังมี coenzyme Q10 ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย

 

ดร. Ostad ยังกล่าวอีกว่า ผลิตภัณท์ต่อต้านริ้วร้อยที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดคือ ผลิตภัณท์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทต่างๆเป็นส่วนผสม และเขาบอกว่า ” สารต้านอนุมูลอิสระจะมีประสิทธิภาพหากมีสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆรวมอยู่ด้วยและจะไม่มีประสิทธิภาพหากอยู่เพียงลำพัง” ทั้งนี้มีตัวอย่างที่อธิบายไว้โดย รองศาสตราจารย์ ดร. Patricia K. Farris (Patricia K. Farris, M.D., clinical associate professor at Tulane) พบว่าเมื่อวิตามินซีมารวมกับวิตามินอีจะให้ประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อมีวิตามินซีเพียงอย่างเดียว ” นอกจากนี้แล้ว  ยังมีการนำเอาวิตามินซี วิตามิน อี และ กรดเฟอรูลิก (Ferulic Acid) มาทำการทดลองร่วมกันและจากการทดลองพบว่า มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตามบริษัท เวชสำอาง (Cosmeceuticals) ทั้งหลายต่างก็ค้นหาสารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา และ หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นที่นิยม และ ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ก็คือสารสกัดจากผลเบอร์รี่ (บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่ ) ซึ่งประกอบไปด้วยยาต้านการอักเสบ (anti-inflammatory ) ที่ทรงประสิทธิภาพ แอนโทไซยานิน ( Anthocyanin) ถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยสาร isoflavones และมีคุณสมบัติเหมือนกับสารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวหนัง และ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ ดร. Ostad ยังกล่าวอีกว่า  จากผลการศึกษาทดลองได้รับการรพิสูจน์แล้วว่า niacin (วิตามินบี3) เป็นวิตามินที่มีประโยชน์มากมายต่อผิวพรรณ “มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) ช่วยให้รูขุมขนเปิด และ เป็นเกราะป้องกันผิวจากการถูกแสงแดดทำลายอีกด้วย “ผ่านการพิสูจน์แล้วว่สามารถช่วยลดการสูญเสียน้ำในผิว อีกทั้ง ยังมีคุณสมบัติในการรักษาปริมาณของกรดไขมันซึ่งเกี่ยวเนื่องถึง เรื่องของคงความอ่อนเยาว์ ความชุ่มชื่น และ ผิวที่กระชับเพิ่มมากขึ้น” วิตามินสำคัญๆอื่นๆ เช่น วิตามิน ซี  ซึ่ง วิตามินซีถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตคอลลาเจน  และ วิตามินเอมีคุณสมบัติ ทำให้เยื่อเมือกและผิวหนังชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี ในขณะเดียวกันสารต้านอนุมูลอิสระที่ ดร. Farris มองว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง มีต้นกำเนิดมาจากทะเล เช่น แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)  หรือ สาหร่าย (algae) ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในครีมถนอมผิว แม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็สามารถชะลอให้ความเสียหายเกิดช้าลงได้